
เสนียดจัญไร
พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน...อธิบายคำว่า เสนียด จัญไร หรือจังไร ความหมายเดียวกัน คือ ชั่วร้าย เลวทราม ครับ
พอมาถึงคำว่า อุบาทว์ ท่านก็แปลว่า อัปรีย์จัญไร ได้ อัปรีย์ ความหมายเดียวกัน เพิ่มอีกคำ ในหนังสือประชุมพระราชหัตถเลขา พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระราชหัตถเลขาถึงเสนาบดีกระทรวงนครบาล เรื่องน้ำชายคารดเรือนและ ที่นาที่สวนคาบเกี่ยวกัน เป็นเสนียด...
แสดงว่า สมัยนั้นเสนียด ถูกวางน้ำหนักไว้ต่างจากจัญไร
แต่เมื่อรวมคำ เสนียดจัญไร...มีกล่าวไว้ในกฎหมายตราสามดวง หลายมาตรา การกระทำอันเป็นเสนียดจัญไร...เริ่มแต่ ชายให้อันมิควรแก่หญิงอันเป็นเมียท่าน หญิงให้อันมิดีแก่ชายลวงท่านให้กินอันมิดี อันโสโครก หรือผู้ใดเอาอาจมซัดเรือน
ท่านคุณเทพชู ทับทอง อธิบายไว้ในหนังสือเรื่อง มหัศจรรย์เมืองไทยในอดีต...ให้อันมิควร หรือให้อันมิดี หมายถึงให้ของลับชายและของลับหญิง
ส่วนการลวงให้กินของโสโครก สมัยโบราณมีมาก เพราะอยู่ในยุคสมัยเชื่อไสยศาสตร์มีแฟชั่นการทำเสน่ห์เล่ห์กล ทำยาแฝดยาสั่งเอาอาจมซัดเรือนท่าน...คือ การเอาขี้ขว้างปา บ้านเรือน กฎหมายโบราณ วางน้ำหนักเอาขี้ ขว้างบ้าน ท่านให้ปรับไหม 120,000 เอาขี้ขว้างเรือน ปรับไหมแค่ 11,000
ทำไม? โทษเบากว่ากันมาก
ความต่างระหว่างบ้านกับเรือน คุณเทพชู สันนิษฐานว่า น่าจะเป็นบ้านกับเรือ...คนโบราณ คัดลอกกฎหมายไปเรื่อยๆ คนรุ่นหลังเข้าใจผิด คิดว่าเรือ คือเรือน จึงเติม น. เพิ่ม...จนเป็นเรือนไป
คำอุบาทว์จัญไร อีกความหมาย มีอยู่ในกฎหมายตราสามดวง ลักษณะผัวเมีย
มาตราหนึ่ง...หลานทำชู้ ด้วยเมียลุงปู่อาน้าพี่ตนเอง มันผู้มิกลัวเกรง มันมิอายแก่บาป
ดังนั้น...ให้เอามันคนร้ายจำใส่ตรวน ขื่อคา เอาน้ำหมึกสักหน้า ทั้งหญิงทั้งชาย เอาเชือกหนังผูกคอ เอาฆ้องตีตระเวนรอบตลาด แล้วเอาขึ้นขาหย่าง ยิงด้วยลูกสันโดด
แล้วให้ตีด้วยลวดหนังคน 2550 ที และให้แพลอยเสียนอกเมืองมาตราหนึ่ง...พ่อแม่พี่น้องยายหลาน ลุงน้าหลานทำชู้กัน ให้ใช้ทำแพลอยผู้นั้นเสียในทะเลให้นิมนต์พระสงฆ์พราณาจารณาสวดมนต์ กระทำพิธีการงับการอุบาทว์จัญไรน้ำฟ้าน้ำฝนจึงตก...เป็นประโยชน์แก่คนทั้งหลาย.....
อ่านกฎหมายมาตรานี้...จึงได้ความว่า คนสมัยก่อน เชื่อว่า เพราะมีคนทำเสนียดจัญไร ทำให้ฝนฟ้าไม่ตกต้องตามฤดูกาล คนทำเสนียดจัญไร จึงต้องลงโทษสถานหนัก
มาถึงยุคสมัยนี้ ความผิดทางเพศ เป็นความผิดส่วนตัว ไม่เดือดร้อนถึงส่วนรวม น้ำหนักคำ เสนียด อุบาทว์ อัปรีย์ หรือจัญไร จึงเปลี่ยนไป นึกถึงประโยค ฝนตกขี้หมูไหล คนจัญไรมาเจอกัน เป็นตัวตั้ง แล้วนึกถึงคำว่า ฝนห่าใหญ่ เงินจำนวนมหาศาลที่ใช้ซื้อเสียง ที่นักการเมืองสองฝ่าย ต่างยกมาเปรียบเปรยเย้ยหยัน
คนจัญไรสมัยใหม่ ก็น่าจะหมายถึง คนที่มีอำนาจแล้วขี้ฉ้อคอรัปชัน คนกินบ้านกินเมือง
หากจะลงโทษด้วยกฎหมายตราสามดวง...จับมาสักหน้า ช่วยกันโบย ช่วยกันแห่ประจาน แล้วก็ต้องช่วยกันจับพวกมันผู้นั้น ไปลอยแพลงทะเล
"กิเลน ประลองเชิง"
ที่มา หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ