วันพุธที่ 25 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2552

มาตรฐานสำหรับวัดความเจริญสำหรับชาวพุทธ


มาตรฐานสำหรับวัดความเจริญสำหรับชาวพุทธ

คอลัมน์ รื่นร่ม รมเยศ โดย เสฐียรพงษ์ วรรณปก

ระยะนี้มีคำพูดถึงความเสื่อมความเจริญของพระพุทธศาสนาบ่อยๆ เนื่องมาจากมีข่าวความประพฤติไม่เหมาะไม่ควรของพระภิกษุออกมาทางหน้าหนังสือพิมพ์มากเป็นพิเศษ คนก็เลยตั้งคำถามว่า พระพุทธศาสนาถึงคราวเสื่อมแล้วหรือ อะไรทำนองนี้
เมื่อมีคำถามอย่างนี้ออกมา ก็จะมีคำตอบอยู่ 2 อย่าง อย่างแรกเป็นคำตอบของผู้ฝากความหวังไว้กับพระสงฆ์ และมักจะ "เหมา" เอาว่า พระสงฆ์คือ พระพุทธศาสนา บุคคลประเภทนี้ก็จะตอบพร้อมกับส่ายศีรษะว่า "พระศาสนาถึงคราวเสื่อมแล้ว พระสงฆ์เดี๋ยวนี้แย่เต็มที เห็นทีจะต้องนับถือเฉพาะพระพุทธ กับพระธรรมเสียแล้ว พระสงฆ์ไม่เอาแล้ว"
คำตอบที่สองก็คือ พระพุทธศาสนาไม่มีวันเสื่อม ถ้าจะเสื่อมก็เสื่อมที่บุคคลผู้นับถือพระพุทธศาสนา ไม่ว่าคนคนนั้นจะเป็นพระสงฆ์ หรือฆราวาสก็ตาม
ใครจะตอบอย่างไร ขึ้นอยู่ที่เข้าใจพระพุทธศาสนาอย่างไรมากกว่า
ถ้าเข้าใจว่า พระพุทธศาสนา คือ พระ (สมมุติ) สงฆ์ ที่เห็นเดินบิณฑบาต หรือนั่งปรก เจิมป้ายอยู่เป็นครั้งคราวนั้น พระพุทธศาสนาแบบนี้มีเสื่อมได้ เจริญได้ เพราะพระพุทธศาสนาแบบนี้ก็คือปุถุชนที่ยังไม่บรรลุมรรคผลนิพพาน
แต่ถ้าเข้าใจว่า พระพุทธศาสนาคือ หลักคำสอน กับที่เป็นสถาบันรวมกัน ส่วนที่เป็นหลักคำสอนของพระพุทธเจ้าไม่มีวันเสื่อม ทรงสอนไว้อย่างใดก็คงเป็นไปตามนั้น เช่น ทรงสอนว่าการดื่มเหล้า เล่นการพนันเป็น "อบายมุข" ทางแห่งความเสื่อม ใครประพฤติเข้าก็ย่อมเสื่อมทั้งนั้น ไม่เปลี่ยนแปลง ส่วนศาสนาที่เป็นสถาบันมีเสื่อมได้เจริญได้
คำสอนทางพระพุทธศาสนามีส่วนดีอยู่อย่างหนึ่งที่นำมาใช้ได้เห็นผลทันที คือการรู้จักคิดและรู้จักตอบคำถาม ท่านสอนว่า ก่อนจะตอบคำถามอะไร ให้แยกแยะประเด็นตอบ อย่ารวบรัดตอบ วิธีนี้เรียกตามศัพท์ทางพระศาสนาว่า "วิภัชชพยากรณ์"
ดังคำถามว่า พระพุทธศาสนาถึงคราวเสื่อมหรือยังข้างต้น ก่อนตอบต้องแยกแยะประเด็นก่อนว่า พระพุทธศาสนาที่ว่านี้หมายเอาแง่ไหน หมายเอาในแง่เป็นคำสอนหรือในแง่สถาบัน หรือว่าหมายเอาทั้งสองแง่ แยกอย่างนี้แล้วตอบเถิด รับรองไม่ผิด
บางทีบางคำถามเราไม่จำเป็นต้องตอบเลยก็ได้ เพราะคำถามนั้นเมื่อแยกแยะประเด็นและปรากฏว่าไม่เกี่ยวกับพระพุทธศาสนาเลย
ยกตัวอย่างคำถาม (ที่มักถามกัน) ว่า ตายแล้ว "วิญญาณ" ไปไหน พระพุทธศาสนาสอนเรื่องนี้อย่างไร
ลองย้อนถามให้เขาแยกประเด็นดู "วิญญาณ" ที่ว่านี้หมายถึงอะไร เขา (คนถาม) ก็จะตอบว่า ก็ "สิ่งที่เป็นอมตะ" ในร่างกายเราไง เมื่อร่างกายดับแล้วไปไหน
พอถึงตรงนี้ เราก็ตอบทันทีว่า สิ่งที่ว่านี้ไม่มีในคำสอนทางพระพุทธศาสนา เพราะฉะนั้นไม่ต้องตอบว่ามันไปไหน (เป็นทีของเราจะต้องอธิบายว่า "วิญญาณ" ในความหมายทางพระพุทธศาสนานั้น ไม่มีอย่างนั้นวิญญาณ หมายถึง...หมายถึงอะไรก็ว่าไป ตามที่พระพุทธเจ้าตรัสสอน เห็นหรือยังว่า ไม่ต้องตอบว่า "วิญญาณ" ที่ถามนั้นไปไหนหลังตายแล้ว เพราะมันคนละเรื่องเดียวกัน ฮิฮิ)
ทั้งหมดนี้เป็นการ "เกริ่นนำ" ก่อนที่จะพูดถึงเรื่องที่จั่วหัวข้อไว้ข้างต้น เอาละครับ ขอสู่ประเด็นเสียที
โดยทั่วไปแล้ว ในกระบวนการเรียนการสอน เรามักจะมีการวัดและประเมินผลควบคู่กันไปด้วย เพื่อจะได้รู้ว่า การเรียนการสอนนั้นประสบความสำเร็จหรือไม่ เพียงใด ครูที่สอนเด็กก็จะวัดและประเมินผลหลังการสอนว่า นักเรียนเข้าใจบทเรียนมากน้อยเพียงใด
การวัดและประเมินผลในทางโลก มักจะวัดโดยคนอื่น เมื่อวัดโดยคนอื่น อาจจะไม่มีความเที่ยงตรงเท่าที่ควร แต่ในทางพระพุทธศาสนานั้น ท่านสอนว่า ตัวเองต้องวัดตัวเอง เพราะตัวเองดี หรือชั่ว เสื่อมหรือเจริญแค่ไหน ตัวเองรู้อยู่แก่ใจ คนอื่นใครเล่ามันจะมารู้เรื่องของเรา จริงไหมครับ
พระพุทธเจ้าจึงตรัสเครื่องวัดความเจริญของชาวพุทธ ให้แต่ละคนตรวจสอบตัวเองไว้ 5 ประการคือ 1. ศรัทธา 2. ศีล 3. สุตะ 4. จาคะ 5. ปัญญา ห้าอย่างนี้แหละคือมาตรวัดละครับ วัดอย่างไร ลองฟังดูก็แล้วกัน
1. ศรัทธา (confidence) มิได้แปลว่าความเชื่อเฉย ๆ แต่หมายถึง ความมั่นใจ คือมั่นใจในความคุณ ความดีของพระรัตนตรัย เชื่อในปัญญาตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า ถ้าหากเรามีความเชื่อมั่นในว่า พระพุทธเจ้าตรัสรู้จริง เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจริง เราก็จะยินดีฟังคำสอนของพระองค์ เมื่อยินดีฟังคำสอนของพระองค์ ก็จะสามารถนำไปปฏิบัติด้วยความมั่นใจ พระองค์สอนว่า ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว เราก็พร้อมที่จะละเว้นชั่ว ทำดีตามด้วยความมั่นใจ
2. ศีล (morality) ข้อนี้สืบเนื่องมาจากข้อแรก คือเมื่อเราเชื่อมั่นในการละชั่วทำดี และพร้อมที่จะปฏิบัติแล้ว เราก็ลงมือปฏิบัติ คือลงมือละเว้นสิ่งชั่วต่างๆ เช่น ละเว้นจากการเบียดเบียนกัน ละเว้นจากการละเมิดกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินกัน ละเว้นจากการล่วงละเมิดในคู่ครองของผู้อื่น ละเว้นจากการเบียดเบียนผู้อื่นทางวาจา คือกล่าวเท็จ ตลอดจนละเว้นจากการเสพสิ่งเสพย์ติด (เดิม พจนานุกรรมให้เขียนว่า "เสพย์ติด" เดี๋ยวนี้ใช้ "เสพติด")
ถ้าเราปฏิบัติได้ตามนี้ แสดงว่าเราได้มีความเจริญด้านที่สอง
3. สุตะ (learning) ความหมายตามรูปศัพท์ว่า "สิ่งที่สดับ" หมายรวมถึงสิ่งที่ได้อ่าน ได้ศึกษาผ่านด้านอื่นด้วย เพราะปัจจุบันมีสิ่งพิมพ์มากมาย การอ่านก็เท่ากับการได้ยิน ได้ฟังเหมือนกัน คือได้ฟังโดยอ้อมในทางพระพุทธศาสนานั้น มาตรวัดอันนี้หมายถึง เรามาวัดตัวเราเองว่า เราได้อ่านได้ศึกษาคำสอนของพระพุทธเจ้ามากน้อยแค่ไหน เรารู้หลักคำสอนของพระองค์และพร้อมที่จะนำมาปฏิบัติเพียงพอหรือไม่เป็นชาวพุทธถ้าไม่ค่อยรู้คำสอนของพระพุทธเจ้า มีแต่ศรัทธาความเชื่ออย่างเดียวยังไม่พอ เพราะอาจพาให้ปฏิบัติผิดพลาดคลาดเคลื่อนได้ อีกอย่างหนึ่ง เมื่อมีคนนอกศาสนามาถามเกี่ยวกับพระพุทธศาสนา ถ้าตอบเขาไม่ได้ หรือเมื่อมีผู้มาบิดเบือนคำสอนของพระพุทธศาสนา เราไม่สามารถชี้แจง หักล้างเขาได้ ก็จะเป็นที่ละอายขายหน้าเขาได้
มาตรวัดประการที่สามคือ ความรู้เกี่ยวกับคำสอนของพระพุทธเจ้า ถ้าใครมีมากพอสมควร ก็นับว่ามีความเจริญในด้านที่สาม
4. จาคะ (liberality) ข้อนี้หมายถึงความเสียสละ ความมีน้ำใจ ควรตรวจตราดูตัวเองว่า เรามีน้ำใจต่อผู้อื่นมากน้อยเพียงใด ไม่ใช่เฉพาะต่อชาวพุทธด้วยกัน ต่อศาสนิกอื่นๆ ตลอดต่อชนเชื้อชาติอื่นด้วยความเสียสละ นอกจากเสียสละทรัพย์สินส่วนตัวเพื่อช่วยเหลือคนอื่นแล้ว ยังหมายถึงเสียสละภายในคือสละความไม่ดีงามออกจากใจ เช่น ความโลภ ความโกรธ ความหลง ที่มีอยู่ในใจ เราสละมันได้มากน้อยเพียงใด หรือว่าสละอะไรไม่ได้เลย ปล่อยให้กิเลสมันครอบงำใจจนหมดอิสรภาพ กลายเป็นคนอ่อนแอ
มาตรวัดประการที่สี่นี้ก็คือ ความมีน้ำใจต่อเพื่อนมนุษย์ ความเสียสละทั้งสละทรัพย์สินช่วยเหลือคนอื่น และสละความไม่ดีออกจากใจ ใครมีมากก็แสดงว่า มีความเจริญมากในด้านที่สี่
5. ปัญญา (wisdom) ข้อนี้มิใช่หมายถึงความรู้ที่ได้จากการศึกษาเล่าเรียน ซึ่งมีประกาศนียบัตร หรือปริญญาเป็นเครื่องรับรอง แต่หมายถึงความเข้าใจสิ่งทั้งหลายตามความเป็นจริง
คนเรานั้นมี 2 ประเภทคือ ประเภทที่ทำอะไรตามอารมณ์ กับประเภทที่ทำการด้วยปัญญา พวกแรกคือคนที่สนองตอบความรู้สึก รัก เกลียด อยาก รู้สึกอย่างไรก็แสดงออกอย่างนั้น ไม่มีการควบคุม หรือไม่มีสติยับยั้งชั่งใจ
ยกตัวอย่าง สองคน ขับรถไปชนกัน ต่างก็กล่าวหาว่าอีกฝ่ายหนึ่งผิด คนข้างหน้าก็บอกว่า คนข้างหลังมาชน คนข้างหลังก็ว่า ถ้าคนข้างหน้าไม่เบรกกะทันหัน เขาก็ไม่ชน ต่างคนต่างก็ใช้อารมณ์ ไม่ใช้เหตุผล สรุปแล้วไม่ว่าตามความเป็นจริง ใครจะถูกก็ตาม ทั้งสองคนนั้น "ผิด" ทั้งคู่ ผิดที่ทำการด้วยอารมณ์ ไม่ใช้ปัญญาพิจารณา ไม่เข้าใจตามสภาพอันเป็นจริง
ถ้าทั้งสองคนใช้ปัญญาพิจารณาตามเป็นจริง ก็จะรู้ว่า ต่างคนต่างก็ผิด คนข้างหน้า แม้ว่าตามกฎหมายจะนับว่าถูก ก็ผิดทีใช้อารมณ์ถกเถียงกับคนข้างหลัง ไม่พูดด้วยเหตุด้วยผล อย่างอารมณ์เย็น คนข้างหลังก็ผิดที่ขับรถไม่ทิ้งช่วงให้ห่างคันหน้าพอสมควร เมื่อคันหน้าเบรกกะทันหันจะได้เบรกทัน และผิดที่ตัวเองผิดกฎหมายแล้วยังไม่ยอมรับ ใช้อารมณ์ถกเถียงเขา
ความรู้เท่าทันตามเป็นจริง ช่วยให้ยึดมั่นถือมั่นน้อยลง เพราะฉะนั้น ปัญญาจึงเป็นมาตรวัดประการสุดท้ายที่จะตรวจสอบว่า เรามีความเชื่อมั่นในการละเว้นความชั่ว ทำความดี มากน้อยแค่ไหน เราได้ปฏิบัติตามความเชื่อมั่นนั้นมากน้อยเพียงใด เรามีความเสียสละหรือมีน้ำใจต่อเพื่อนมนุษย์มากน้อยเพียงใด เรามีความรู้เกี่ยวกับคำสอนของพระพุทธเจ้ามากน้อยเพียงใด และเรามีความรู้ความเข้าใจสิ่งทั้งหลายตามเป็นจริง มีความละวางได้มากน้อยเพียงใด
เรื่องของใคร คนนั้นรู้เอง คนอื่นไม่เกี่ยวครับแหม วันนี้เขียนเหมือนเทศน์น่ะ
ที่มา หนังสือพิมพ์มติชน