วันศุกร์ที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2552

อย่ารังเกียจความขัดแย้ง


อย่ารังเกียจความขัดแย้ง

ประสบการณ์สะสมความฉลาด
ประสบการณ์เป็นข้อมูลดิบของภาคปฏิบัติ
ไร้ประสบการณ์ โอกาสฉลาดก็ย่อมหมดไป
ขณะเดียวกันประสบการณ์ย่อมหมายถึง ความผิดหวัง-ความสมหวัง
หมายถึง ความสุขและความทุกข์
ผ่านร้อนผ่านหนาว จึงเป็นเรื่องที่ดี เป็นเรื่องที่ผู้เกิดมาตามหลังยอมรับ
น่าเสียดายที่ข้อมูลด้านความสุข มักจะทำให้มัวเมาอ่อนแอ ไม่อดทน
มีบ้างไม่เป็นไร แต่มีบ่อยๆชีวิตจะไปไม่รอด
เมื่อเรียนหนังสือ ครูที่จะทำให้จำได้ดีที่สุด ก็คือ ครูดุที่ถือไม้เรียว

ความอ่อนแอทำให้คนเราเลือกสิ่งที่อ่อนแอ
จึงมักหนี มักหลบเลี่ยง หรือแม้กระทั่งจัดการกับฝ่ายตรงข้าม !
สภาะวยิ่งใหญ่ของโลกมนุษย์ มีแค่ ๒ สภาวะ
พลัดพรากจากสิ่งที่รักก็เป็นทุกข์
ประสบสิ่งไม่รักก็เป็นทุกข์
มัวแต่วิ่งหนีไม่มีวันชนะ การเข้าเผชิญกับปัญหานั่นแหละสุดยอดยุทธศาสตร์
เมื่อเริ่มรบ เราก็จะเริ่มแกร่ง !
ทำใจลำบากก็เพราะไม่เคยหัดทำใจ
หลายเรื่องในโลก อาจต้องจำพรากวัตถุ
แต่หลายๆเรื่องมากกว่านั้น เป็นเรื่องแก้ไขไม่ได้ ต้องทำใจ
การทำใจก็ต้องอาศัยการฝึกทำซ้ำบ่อยๆ
"อย่ารังเกียจความขัดแย้ง" อยู่กับหมู่ อยู่กับคนมาจากหลากหลายสายธาร
กินไม่เหมือนกัน คิดไม่เหมือนกัน ความขัดแย้งย่อมเป็นเรื่องปกติ
รังเกียจความขัดแย้ง จึงเหมือนนักเรียนขี้เกียจเรียนหนังสือ !
เมื่อมนุษย์ ๒ คนขึ้นไป สังสรรค์ ร่วมกิจกรรมความคิด การกระทำย่อมแตกกระจาย ความเป็นเอกภาพ เริ่มสูญหาย
จิตใจเอย จะสงบได้อย่างไร !
เรื่องใหญ่ของเราเป็นเรื่องเล็กของเขา
เรื่องเล็กของเขาเป็นเรื่องใหญ่ของเรา
สิ่งที่เขาคิดว่าถูก เรากลับคิดว่าผิด
สิ่งที่เราคิดว่าผิด เขากลับคิดว่าถูก !
ไม่มีอะไรเหมือนกัน ความแตกต่างจึงเป็นเรื่องปกติของสากลของจักรวาล
จะจัดการอย่างไรกับความแตกต่าง หรือความขัดแย้ง หาร ๒ หาร ๓ หรือยกให้เขาหมด หรือรวบเป็นของเราหมด ก็สุดแต่วิธีการ
เผด็จการทางความคิดเป็นเรื่องของการรวบอำนาจ เป็นสิ่งที่น่ารังเกียจ ในหมู่ผู้คนที่ชอบกิจกรรม
"รังเกียจความขัดแย้ง" ก็เหมือนรังเกียจคราบไคลในเนื้อตัวเรา
สิ่งที่มีก็คือมี อยู่ที่จะทำอย่างไรกับสิ่งที่ขัดแย้ง ให้สร้างสรร
ใช้เสียงส่วนใหญ่ หรือให้ผู้ใหญ่ตัดสินก็หลายๆวิธีการ แต่ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น "อย่ารังเกียจความขัดแย้ง"
เตือนตน เตือนใจ
ความขัดแย้งเป็นเรื่องของการพัฒนาความคิด เป็นความก้าวหน้าขององค์กร ... ของชีวิต
สังคมไทยมีปัญหาเพราะจิตใจคนคับแคบ ต่างคนก็ต่างเอาแต่ใจ
ฉันจะเอาอย่างนี้
จะไม่โกรธ จะไม่เคือง ก็ต้องใจกว้างยอมรับความจริง
เคารพความคิดของทุกคน
ภูมิหลังของคนเราต่างกัน การศึกษาต่างกัน สมองคนละก้อน แล้วจะให้ใครๆ มาคิดเห็น เหมือนๆ กัน ได้อย่างไร
"อย่ารังเกียจความขัดแย้ง" เตือนตน หน่วยงานพลันจะสว่างไสว
เมื่อแก้ไขได ้ ความอึดอัดขัดเคืองจะจางลง ต่างคนต่างทำงานด้วยความสุข
ทุกคนมีอิสรภาพ พูดเสนอสิ่งตัวเองเห็น ไม่ต้องคับแค้นในความคิด
ประชาธิปไตยในที่ทำงานก็จะเบ่งบานในบัดดล
ใจที่เปิดกว้าง ย่อมมีโอกาสเติมรับสิ่งใหม่ๆ
ใจที่คับแคบ ย่อมประดุจน้ำชาล้นถ้วย
จะฉลาดหรือโง่ ตัวเองเป็นคนลิขิตจริงๆ
"ความขัดแย้ง" ไม่ใช่ปัญหา ไม่ใช่สิ่งเลวร้าย แต่เป็นธรรมชาติของมนุษย์เมื่อทำงานด้วยกัน
ไม่ถือสา ไม่ขุ่นเคือง แต่นำความคิดเห็นทั้งหลายมากลั่นกรองให้เป็นเอกภาพ
คนอาภัพนั้น มิใช่คนจนหรือกระยาจก แต่ที่เจ็บปวดกว่านั้น ก็คือ คนที่ทำใจไม่ได้ เมื่อใครไม่เห็นด้วยกับเรา
เมื่อฉันชี้นิ้ว แปลว่าทุกคนต้องเดินตาม แต่เราจะใหญ่ปานนั้นได้ทุกขณะหรือไม่ ?
อย่าจริงจังกับความคิดของตัวเอง อย่าหลงคิดว่าความคิดของตัวเอง "ถูกต้องที่สุด" เป็นคำตอบสุดท้าย !

มิฉะนั้นปราชญ์โบราณ ท่านพยากรณ์ไว้ ไม่พ้น"หมาขี้เรื้อน" เจ็บปวดบาดแผลวันแล้ววันเล่า ! แม้เพียงแค่ลมพัดผ่าน

เพื่อความสุขสงบของจิตวิญญาณ
เพื่อการทำงานอย่างมีความสุข ทั้งของตัวเองและเพื่อน
เพื่อปัญญาญาณที่จะติดตัวไปตลอดภพตลอดชาติ
ขอบอกว่า "อย่ารังเกียจความขัดแย้ง" เลย...
นี้คือ ขุมทรัพย์สุดขอบฟ้า ที่อยู่ใกล้แค่เอื้อม เพียงแค่เปิดใจยอมรับ แล้วพากเพียรฝึกหัดทำให้เก่ง !